2007/Jan/29

นิราศนรินทร์


เรื่องนิราศนรินทร์นี้ นายนรินทรธิเบศร์(อิน)แต่งขึ้นเมื่อคราวตามเสด็จสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์เสด็จยกกองทัพหลวง
ไปปราบพม่าซึ่งยกลงมาตีเมืองถลางและเมืองชุมพร เมื่อต้นรัชกาลที่ 2 ในพ.ศ. 2352 เป็นบทประพันธ์
โคลงสี่สุภาพ 144 บท บทแรกเป็นร่ายสุภาพ
ถึงแม้นายนรินทรธิเบศร์จะเป็นกวีที่มีชื่อเสียงแต่เราทราบประวัติของท่านผู้นี้น้อยที่สุดและยังไม่ปรากฏหลักฐาน
ชัดเจนว่า ได้ประพันธ์งานกวีนิพนธ์อื่นๆอีก แต่โคลงนิราศนรินทร์นี้ ถือว่าเป็นนิราศที่แต่งได้ดีอย่างยอดเยี่ยมของ
ไทย ที่คัดมาให้เรียนเพียง 5 บทนี้ ก็คงจะพอเป็นประจักษ์พยานที่ชี้ให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของกวีท่านนี้ เฉพาะ
โคลงบทที่ 4 อาจใช้เป็นแบบอย่างในการแต่งโคลงสี่สุภาพที่ถูกต้องตรงตามข้อบังคับในฉันทลักษณ์ทุกประการ

จากนิราศนรินทร์ ของนายนรินทรธิเบศร์ (อิน)

อยุธยายศล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา
สิงหาสน์ปรางรัตน์บรร- เจิดหล้า
บุญเพรงพระหากสรรค์ ศาสน์รุ่ง-เรืองแฮ
บังอบายเบิกฟ้า ฝึกฟื้นใจเมือง

บาทแรกตีความได้เป็น 2 ทาง ทางหนึ่ง ตีความว่า คำอยุธยา นั้นหมายถึง กรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีของไทย ก็อาจถอดความได้ว่า กรุงศรีอยุธยาอันมียศล่มจมไปแล้วคือเสียแก่พม่าแต่แล้วก็ลอยจากสวรรค์เป็นกรุงเทพฯอีกทางหนึ่ง ตีความว่า คำอยุธยา หมายถึงกรุงเทพฯ ราชธานีปัจจุบัน ก็อาจตีความได้ว่า กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา อันประกอบ
ด้วยยศ หล่นลอยจากสวรรค์ลงมาตั้งอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน
ส่วนบาทอื่นๆ เนื้อความชัดเจน บาทที่ 2 พรรณนาความงามของปราสาทราชมณเฑียร
บาทที่ 3 กล่าวถึง อำนาจบุญบารมีแต่ปางก่อนของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ยังผลให้พระศาสนารุ่งเรือง
บาทที่ 4 ความรุ่งเรืองของพระศาสนานั้นจึงปิดทางอบาย(ทุคติ) และเปิดทางสวรรค์ด้วยการฟื้นฟูจิตใจของประชาชน
ให้เจริญ

เรืองเรืองไตรรัตน์พ้น พันแสง
รินรสพระธรรมแสดง ค่ำเช้า
เจดีย์ระดะแซง เสียดยอด
ยลยิ่งแสงแก้วเก้า แก่นหล้าหลากสวรรค์

โคลงบทนี้ พรรณนาถึงอำนาจของคุณพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะในพระพุทธศาสนา โดยกล่าวว่ารุ่งเรืองยิ่งกว่าแสง
พระอาทิตย์(ในภาษาบาลีมีศัพท์ว่า "สหัสรังสั"ซึ่งหมายถึงแสงอาทิตย์ ถอดเป็นคำไทยแท้ว่า "พันแสง") มีการแสดง
ธรรมทุกค่ำเช้า ภาพเจดีย์ที่เรียงรายยอดสูงเสียดกัน มองดูงามยิ่งกว่าแสงจากแก้วเก้าประการ เป็นหลักของแผ่นดิน
เป็นที่พิศวงแก่สวรรค์

โฉมควรจักฝากฟ้า ฤาดิน ดีฤา
เกรงเทพไท้ธรณินทร์ ลอบกล้ำ
ฝากลมเลื่อนโฉมบิน บนเล่า นะแม่
ลมจะชายชักช้ำ ชอกเนื้อเรียมสงวน

โคลงบทนี้ เป็นกวีโวหารหรือการใช้ภาพพจน์ที่เรียกว่า การกล่าวเกินจริง แสดงความห่วงและหวงหญิงผู้เป็นที่รัก ด้วยการพรรณนาว่า ในการจากไปครั้งนี้ควรจะฝากหญิงผู้เป็นที่รักไว้กับฟ้าหรือดินจึงจะดี ถ้าฝากฟ้าก็ไม่ไว้ใจเทวดา ฝากดินก็ไม่ไว้ใจผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะฝากลมก็เกรงว่าลมพัดนางเลื่อนลอยไป ทำให้เกิดความชอกช้ำแก่ผิวเนื้อของนางซึ่งตนเคยถนอม

จากมามาลิ่วล้ำ ลำบาง
บางยี่เรือราพลาง พี่พร้อง
เรือแผงช่วยพานาง เมียงม่าน มานา
บางบ่รับคำคล้อง คล่าวน้ำตาคลอ

โคลงบทนี้เป็นตัวแทนของขนบการแต่งนิราศที่ชัดเจน คือกวีนำชื่อของตำบลที่ผ่านพบมาเชื่อมโยงกับความรู้สึกที่มีต่อ
หญิงผู้เป็นที่รัก ซึ่งได้แก่ ตำบลบางยี่เรือ เมื่อถึงตำบลบางยี่เรือก็ราพายชะลอให้เรือช้าลง พลางพูดกับเรือแผง (เรือที่ใช้แผงกั้นเป็นเครื่องกำบัง) ขอให้ช่วยพานางมา (ปกติหญิงผู้สูงศักดิ์เมื่อเดินทางย่อมมีม่านกั้น)แต่แล้วบางยี่เรือ
ก็ไม่รับคำ จึงได้แต่น้ำตาไหลคลอ

เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย
เมรุชุบสมุทรดินลง เลขแต้ม
อากาศจักจานผจง จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม อยู่ร้อนฤาเห็น

โคลงบทนี้ กวีเอียงอกเทความรู้สึกในอกออกหมดสิ้น และพรรณนาต่อไปว่า แม้จะใช้เขาพระสุเมรุชุบน้ำในมหาสมุทรซึ่งละลายกับดิน (เป็นหมึก) เขียนลงแผ่นฟ้า ก็ยังจารึกไว้ไม่พอ และรำพึงว่านางผู้งามดุจลงมาจากฟากฟ้า คงไม่อาจเห็นว่ากวีรุ่มร้อนเพียงใด

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
1.พระบารมีของพระมหากษัตริย์นั้นเกิดแต่การบำเพ็ญกุศลทั้งในกาลก่อนและกาลปัจจุบัน
2.ศิลปะการก่อสร้างที่ประณีตงดงาม ย่อมเป็นสิ่งดลใจให้กวีสร้างสรรค์บทประพันธ์ที่ประณีตไปด้วย
3.ความห่วงใยหวงแหนอันเนื่องมาจากความรักของมนุษย์ เมื่อเกิดขึ้นกับคนที่มีอารมณ์กวี ย่อมจรรโลงใจให้แสดงออก
ซึ่งงานสร้างสรรค์บทประพันธ์ที่ประณีตไปด้วย
4.วรรณคดีนิราศ แม้จะแสดงอารมณ์นึกคิดจินตนาการเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงบางประการของ
สังคมไว้ด้วย
5.คติความเชื่อของอินเดียโบราณ มีอิทธิพลต่อความคิดของคนไทยเป็นอันมาก
ความเชื่อในเรื่องสวรรค์ คนไทยมีความเชื่อว่าคนที่ทำความดีจะได้ขึ้นสวรรค์ คนทำชั่วจะตกนรก ดังนั้น จึงพยายามสร้างสมแต่สิ่งที่ดีงาม และมักจะเปรียบเทียบว่าถ้าเป็นของดี ของวิเศษ มักจะเปรียบกับของบนสวรรค์ ซึ่งตามความเชื่อของคนไทย สวรรค์แบ่งออกเป็น 6 ชั้น ดังนี้
5.1 จตุมหาราชิก เป็นที่อยู่ของท้าวโลกบาลทั้ง 4
5.2 ดาวดึงส์ เป็นที่สถิตของพระอินทร์
5.3 ยามะ อยู่สูงกว่าดวงอาทิตย์ เป็นที่อยู่ของสยามเทวาธิราช
5.4 ดุสิต เป็นที่อยู่ของสัมดุสิตเทวราช เป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์
5.5 นิมมานนรดี เป็นที่อยู่ของเทวดาที่สามารถเนรมิตสิ่งใดก็ได้ตามความ
ต้องการ
5.6 ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุด เป็นที่อยู่ของปรนิมมิตวสวัตตีเทพเจ้า และพระยามาราธิราช ผู้เป็นใหญ่แห่งหมู่มาร

ตัวอย่างใช้คำตรงข้ามทำให้เกิดความไพเราะ
" บังอบายเบิกฟ้า ฝึกฟื้นใจเมือง"
ตัวอย่างใช้คำคำเดียวกินความหมายหลายอย่าง
" เจดีย์ระดะแซง เสียดยอด"
คำว่า "เจดีย์" สะท้อนให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา
ตัวอย่างใช้คำสัมผัสอักษรดีเด่น
" เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย"
ตัวอย่างใช้โวหารแบบอุปมา
" ยลยิ่งแสงแก้วเก้า แก่นหล้าหลากสวรรค์

http://www.st.ac.th/salathai/niraat.html