2007/Sep/28

หลายครั้งที่ฉันทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควรออกไปกับคนที่รักฉันอย่างไม่รู้ตัว

บางครั้งฉันมักคิดว่าเราไม่ได้รักกันหรอก แค่ต่างคนต่างเหงา ก็เท่านั้น

ประมาณ ห้าเดือนมาแล้วที่ผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาเดินในหัวใจฉันโดยบังเอิญ

จากการที่แฟนของเพื่อนโทรมาคุยกับฉัน จนฉันได้เจอเพื่อนของแฟนเพื่อนฉันอีกทีหนึ่ง

ในตอนแรกฉันไม่คิดจะมีความรัก เพราะหน้าที่ของฉันตอนนี้คือเรียนหนังสือ

และที่สำคัญ มันเป็นเวลาที่เพิ่งผ่านพ้นการศึกษาชั้นปีที่ 1 มาหมาด ๆ ในชีวิตนักศึกษาใหม่อย่างฉัน

ทุกอย่างเป็นเรื่องยากที่จะรัก ฉันแสดงอาการทุกอย่างที่คิดว่านิสัยของฉันเป็นแบบนั้น

และคิดว่าคนคนนั้นจะทนไม่ได้

ตั้งแต่เริ่มคบกันมา ฉันมักแสดงอาการเอาแต่ใจ โวยวาย ขี้หึง ชวนทะเลาะแบบไม่มีเหตุผล

หรือแม้บางครั้งที่ฉันอารมณ์เสียจากที่อื่นแล้วไปลงกับเขา

แต่เขาก็ทนได้ทุกครั้ง....คุณคิดว่ามันแปลกไหม ?

$...แปลกไหมที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมาทนกับผู้หญิงงี่เง่าอย่างฉัน.... $

ฉันห้ามทุกอย่างที่ฉันไม่ชอบ เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน หรือแม้แต่กินเบียร์

หรือเล่นไพ่แบบสนุก ๆ ก็ตาม เป็นเรื่องแปลกที่เขายอมเลิกทุกอย่างเพื่อฉัน

ฉันเคยถามคำถามหนึ่งกับเขาว่า....

" ทำไมแม่คุณก็ห้ามเหมือนที่ฉันห้าม ทำไมคุณถึงไม่ทำ "

" แต่ทำไมเวลาฉันห้ามคุณถึงทำตาม"

คำตอบที่ฉันได้รับก็คือ...

" ถ้าแม่ห้ามไม่ทำแม่ก็รัก แต่ถ้าแฟนห้ามไม่ทำแฟนก็ไม่รักสิ "

แปลกที่ผู้ชายคนหนึ่งยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างให้กับฉันทั้งที่ฉันชอบทำตัวงี่เง้า เอาแต่ใจ

เป็นเพราะอะไร หรืออาจเป็นเพราะพรมลิขิตให้เขาต้องมาใช้เวรกรรมร่วมกับคนอย่างฉัน

*อาจเพราะเราเลือกใช้เวลาเพื่อให้เราได้มาพบกัน *

*อาจเพราะเป็นสิ่งดี ๆ ที่ให้กันสิ่งดี ๆ ที่ทำให้เราผูกพัน*

2007/Sep/14

เส้นทางเที่ยวสุพรรณ "มหัศจรรย์ป่าสน และคนบนที่สูง"

วันก่อนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ เที่ยวบ้านเรา สุขใจ ไปสุพรรณ
แล้วเห็นว่า สุพรรณบุรี เมืองที่ในความคิดมองเห็นแต่ภาพทุ่งนาเพียงอย่างเดียว จะมีอะไรให้เที่ยวสักแค่ไหน แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือแล้ว อยากที่จะเปลี่ยนความคิด เพราะ สุพรรณบุรี ก็มีเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดให้คนไปเที่ยวได้เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเส้นทางจากหนังสือ เที่ยวบ้านเรา สุขใจ ไปสุพรรณ ก็มีให้เลือกเดินทางถึง 9 เส้นทางด้วยกัน ได้แก่ เส้นทางทัวร์เมืองสุพรรณแดนวรรณคดี, เส้นทางรื่นรมย์ชมสายน้ำ ตามรอยนิราศ, เส้นทางอลังการเมืองเก่า เสน่ห์ชุมชนชาวนา, เส้นทางสุขสันต์เที่ยวสุพรรณทั้งครอบครัว, เส้นทางตลาดบ้านเก่าฉัน ฝรั่งเขาเรียกไลฟ์มิวเซียม, เส้นทางตามหาดวงจันทร์ในดวงใจ, เส้นทางสีสันแห่งผืนผ้าและพันธุ์ไม้, เส้นทางมหัศจรรย์ป่าสนและคนบนที่ราบสูง และสุดท้ายคือเส้นทางเที่ยวท่องสองผืนป่า

วันนี้ก็เลยอยากที่จะแนะนำ 1 เส้นทางท่องเที่ยวจากทั้งหมด 9 เส้นทางสุขใจสายสุพรรณ เผื่อว่าใครที่อยากจะไปเที่ยวพักผ่อนในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ จะได้คิดถึงสุพรรณบุรี เป็นอันดับต้น ๆ

เส้นทางที่จะแนะนำนี้ชื่อว่า เส้นทางมหัศจรรย์ป่าสน และคนบนที่สูง สำหรับการเดินทางในเส้นทางนี้จะใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 3 วัน 2 คืน เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ กันเลยดีกว่า อยากเที่ยวเต็มที่แล้ว

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เข้าสู่อำเภอด่านช้าง สุดแดนตะวันตกของเมืองขุนแผน จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศและผู้คนที่ดูแตกต่างจากที่ได้พบในท้องทุ่งที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ชื่อของ ด่านช้าง บ่งบอกชัดเจนว่าดินแดนแถบนี้เป็นเขตป่าเขา ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ สัตว์ป่า


อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่ได้รับการปกป้องดูแลและจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ภายใต้ชื่อของอุทยานแห่งชาติพุเตยมาตั้งแต่ พ.ศ.2541 พื้นที่อุทยานฯ อยู่ในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

ธรรมชาติในเขตผืนป่าสุดแดนเมืองสุพรรณแห่งนี้ แฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ชวนให้มาสัมผัส ทิวทัศน์ของแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ห่มคลุมด้วยทะเลหมอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว ป่าสนสองใบ ธรรมชาติอายุหลายร้อยปี ถ้ำหินงอกหินย้อยชวนให้จินตนาการเป็นรูปร่างต่างๆ รวมทั้งเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย กลมกลืนกับธรรมชาติ และสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีมาหลายร้อยปี

เมื่อถึงที่อำเภอด่านช้างแล้ว เราจะเดินทางไปต่อกันที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย (ฝั่งบ้านห้วยหินดำ) ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะเข้าที่ทำการอุทยานฯ พุเตย ควรเติมน้ำมันและหาซื้อเสบียงที่ตลาดด่านช้างให้พร้อมก่อน (ในกรณีที่ไม่ได้ติดต่อเรื่องอาหารกับทางอุทยานฯ ไว้ล่วงหน้า สามารถที่จะซื้ออาหารสดเข้าไปทำรับประทานเองได้)

เมื่อถึงอุทยานฯ ก็เย็นพอสมควร เวลานี้ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะไปดูพระอาทิตย์ตกดิน และจุดชมพระอาทิตย์ตก ที่สามรถเห็นได้ชัดเจน คือบริเวณสันเขื่อนกระเสียว ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย บรรยากาศยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

แสงสุดท้ายของวันทาบทาลงบนผืนน้ำ แลเห็นกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้านอยู่ห่างออกไปลิบ ๆ และแผ่นฟ้าที่กว้างไกลสุดสายตาถึงเขาพุเตย นับว่าเป็นช่วงเวลาที่โรแมนติดที่สุดเลย และวันนี้เราก็จะพักค้างคืนกันที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย

หลังจากที่เติมพลังด้วยอาหารมื้อเช้าจากทางอุทยานฯ แล้ว เราจะเดินทางด้วยรถ ไปชมป่าสนสองใบ ซึ่งอยู่บนยอดเขาพุเตยกัน ห่างจากบ้านป่าขีด และที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย ประมาณ 7 กิโลเมตร ทางไปจะผ่านศาลเลาด้าร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 เครื่องบินโดยสารของสายการบินเลาด้าร์แอร์ประสบอุบัติเหตุตก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 223 คน ดังนั้นจึงมีการสร้างศาลเลาด้าร์ไว้ ณ จุดนี้

จากนั้นจอดรถไว้ด้านล่างแล้วเดินขึ้นเขาสนไปเรื่อย ๆ ผ่านป่ารอยต่อ ซึ่งมีทั้งป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง จะเริ่มพบสนสองใบกระจายปะปนอยู่กับส้มแปะ กระโดนแดง สารภีป่า พะยอม ปรง และกระแจะ ยิ่งเดินสูงขึ้นไป สนก็ยิ่งจะมีความหนาแน่นมากขึ้น

ป่าสนสองใบกว่า 1,000 ต้น จะปรากฏต่อสายตาที่ระดับความสูง 363 เมตรจากน้ำทะเลปานกลาง บางต้นใหญ่ขนาด 2-3 คนโอบ หากเมื่อวานตอนเย็นเกิดมีฝนตก เช้าขึ้นมาจากจุดชมวิวเราจะได้สัมผัสกับทะเลหมอกคลอเคลียแนวขุนเขาที่สลับซับซ้อน เป็นภาพที่คิดไม่ถึงว่าจะพบได้ที่จังหวัดสุพรรณ

เมื่อชื่นชมความงามของป่าสนแล้ว จากนี้เราจะขับรถตะลุยกันต่อไปยังเส้นทางสู่ หมู่บ้านกระเหรี่ยงตะเพินคี่ ซึ่ง ตะเพิน มีความหมายถึง "ต้นน้ำ" และ คี่ หมายถึง ยอด ถนนลาดยางสิ้นสุดที่บ้านกล้วย จากแยกบ้านกล้วยขึ้นหมู่บ้านตะเพินคี่เป็นเส้นทางลูกรังขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร (ในส่วนของเส้นทางนี้ควรใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือรถกระบะ เพื่อความสะดวก)

แวะพักที่จุดชมวิว ชมทิวเขาที่ทอดยาวไกลห่มคลุมด้วยผ้าม่านทะเลหมอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว จากจุดชมวิวไปไม่ไกลนักก็จะถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ ฉากหลังของหมู่บ้านเราจะเห็นยอดเขาเทวดา ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการแข่งวิ่งขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อนำธงไปปักที่ยอดเขา โดยผู้ชนะในครั้งนั้นใช้เวลาทั้งหมด 26 นาที

ที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่นั้น เราจะได้เรียนรู้เรื่องราวของคนกับป่า วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงแห่งหมู่บ้านตะเพินคี่ หมู่บ้านสุดท้ายชายแดนเขตผืนป่ามรดกโลกห้วยขาแข้ง และที่หมูบ้านแห่งนี้ก็ยังถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของห้วยขาแข้งด้วย ชาวบ้านที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ จึงช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำไว้ ต้นน้ำลำตะเพินจึงไม่เคยเหือดแห้งมาร่วม 200 ปีแล้ว ที่ตะเพินคี่อากาศจะเย็นสบายตลอดปี

ช่วงหน้าหนาวจะมีอุณหภูมิประมาณ 5-6 องศา เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด และอบายมุขทั้งปวง ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวไร่ไว้ทานและทอผ้าไว้ใช้เอง ซึ่งถ้าอยากชมการทอผ้าของชาวบ้าน ก็สามารถที่จะเข้าไปขอชมได้ น้ำที่ใช้ชาวบ้านก็จะใช้น้ำที่ผุดขึ้นจากตาน้ำ ซึ่งมีน้ำผุดตลอดปี เพราะพวกเขาช่วยกันรักษาป่ามานานหลายชั่วอายุคน

ประเพณีที่สำคัญของชาวกระเหรี่ยงที่บ้านตะเพินคี่ คือ ประเพณีไหว้เจดีย์จุฬามณี ในช่วง 15 ค่ำเดือน 5 เมื่อถึงวันนั้น ก็จะมีชาวกะเหรี่ยงจากราชบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานีมาร่วมงาน ซึ่งทุกคนจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า สาวน้อยจะแต่งกายด้วยชุดสีขาว ส่วนผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว จะแต่งกายด้วยชุดสีแดง

เมื่อชมวิถีชีวิตของหมู่บ้านกะเหรี่ยงจนหนำใจแล้ว เราสามารถที่จะเดินไปเล่นน้ำตกได้ที่ น้ำตกตะเพินคี่ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามผาหินสูง 2 ชั้น ก่อนไหลลงสู่แอ่งเล็ก ๆ เบื้องล่าง ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับชาวบ้าน และแม้ที่จะเป็นอาหารแบบพื้น ๆ แต่ว่ารสชาติอร่อย ลองรับประทานดูแล้วจะติดใจ

หลังจากที่รับประทานอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่าย เรามีโปรแกรมที่จะไปสำรวจ ถ้ำเพชร กัน(ในการที่จะเข้าถ้ำเพชรนั้น ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ หรือชาวบ้านที่เป็นผู้นำทาง) ที่ถ้ำเพชรเมื่อพ้นจากปากถ้ำที่ค่อนข้างแคบเข้าไปภายใน จะได้พบกับผลึกของซิลิกาตามหินงอกหินย้อย สีขาวของหินปูนบริสุทธิ์วาบวับเมื่อกระทบกับแสงของไฟฉาย

อีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่ดีควรจำไว้ นั่นก็คือ ดูแต่ตา มืออย่าต้อง ของจะเสีย เพราะถ้ามีคนไปสัมผัสกับผลึกของซิลิกามาก ๆ อาจจะทำให้ผลึกส่วนนั้นตายได้ และอาจจะไม่มีถ้ำเพชรสวย ๆ หลงเหลือเก็บไว้ให้ลูกหลานดู ถ้าอยากจะเก็บไว้เป็นความประทับใจ ก็หยิบกล้องตัวเก่งขึ้นมาชักภาพไว้แทนแล้วกัน

หลังจากชมความงามของถ้ำเพชรแล้ว เย็นนี้เราจะขอพักค้างคืนกันที่หมูบ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่เลย ซึ่งก่อนที่จะรับประทานอาหารมื้อเย็น เราก็ขอแว๊บไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนที่ลำห้วยใกล้หมู่บ้าน

เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็มานั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งมื้อเย็นเราก็จะได้ลองรับประทานข้าวไร่ ซึ่งเป็นข้าวที่ชาวบ้านปลูกกันเอง พร้อมกับกับข้าวแสนอร่อยฝีมือชาวบ้าน และอย่าลืมที่จะลิ้มลองพริกกะเหรี่ยงรสเผ็ดร้อน (ชาวบ้านแอบกระซิบวิธีทานพริกกะเหรี่ยงไม่ให้แสบลิ้นมาว่า ถ้าเผ็ดให้อมเกลือ และห้ามดื่มน้ำเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเผ็ดมากขึ้นก็ได้)

และค่ำคืนนี้เราจะขอนอนแบบหลังติดพื้นกันที่ บ้านตะเพินคี่ อาจจะไม่สบายเหมือนนอนที่บ้าน แต่ก็อบอุ่นด้วยมิตรภาพที่ชาวบ้านหยิบยื่นให้

ตื่นเช้ารับวันใหม่กับอากาศที่แสนสดชื่น ช่วงเช้าวันนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวที่น้ำตก พุกระทิง กัน สำหรับ พุ นั้นมีความหมายว่า ตาน้ำที่มีน้ำไหลออกมาไม่มีวันเหือดแห้ง ส่วนทางที่จะไปน้ำตกพุกระทิงนั้น จะผ่านหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ 2 (พุกระทิง) น้ำตกจะอยู่ห่างจากหน่วยฯ ไป 7 กิโลเมตร น้ำตกพุกระทิงมีทั้งหมด 9 ชั้น ช่วงที่สวยงามที่สุดจะเป็นช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ระหว่างทางที่ไปน้ำตก เราจะผ่าน อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สามารถที่จะขับรถชมวิวทิวทัศน์ได้โดยรอบ

ต่อจากเที่ยวน้ำตกแล้ว เราก็จะไปต่อกันที่ ถ้ำพุหวาย นับว่าเป็นถ้ำที่สวยที่สุดในอุทยานฯ อยู่ในอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ก่อนถึงถ้ำประมาณ 500 เมตร มีหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ 3 (ถ้ำพุหวาย) ตั้งอยู่ ถ้ำพุหวายเป็นถ้ำที่มีช่องเปิดระบายอากาศ ไม่ร้อนอบอ้าว

มีทางเดินเป็นระยะทางเพียง 500 เมตร ภายในเป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ มีหินลักษณะต่าง ๆ มากมาย ในห้องโถงมีพื้นที่กว้าง มีเพดานสูง เต็มไปด้วยเสาหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลก ๆ และมีชื่อเรียกต่างกันตามลักษณะของรูปร่าง

บนพื้นถ้ำมี มุกถ้ำ หรือ ไข่มุกหินปูน ไข่มุกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยถูกน้ำท่วมมาก่อน เม็ดกลม ๆ ที่เกิดขึ้น เกิดจากหินปูนไปห่อหุ้มเม็ดทรายที่อยู่ใต้น้ำ และเสาหินเกิดจากหินที่งอกออกจากผนังถ้ำลงมาจรดพื้น หรือเกิดจากหินงอกที่งอกจากพื้นขึ้นไปจรดกับเพดานถ้ำ หินงอกจะเป็นมีลักษณะเป็นสีขาว แวววาว เนื่องจากเป็นผลึกซิลิกา ม่านเบคอน กับฟองหิน เป็นหินที่มีความโดดเด่นภายในถ้ำพุหวาย

ลักษณะของม่านเบคอน จะเหมือนผ้าม่าน มองเห็นเป็นแถบสีอ่อนแก่เป็นชั้น ๆ เนื่องจากความแตกต่างของส่วนประกอบแร่ธาตุในหยดน้ำ ส่วนฟองหินที่เห็นเป็นหินตะปุ่มตะป่ำขนาดต่าง ๆ กันนั้น ส่วนใหญ่มักเกิดบนผนังถ้ำใน บ้างก็มีรูปร่างเหมือนดอกกะหล่ำ บ้างก็มีรูปร่างเหมือนปะการัง

หลังจากที่เที่ยวชมความงามของถ้ำและน้ำตกจนเหนื่อยเต็มที่แล้ว เราก็จะขออำลาเมืองสุพรรณกลับกรุงเทพฯ กันสักที แต่ก่อนที่จะกลับอย่าลืมซื้อของติดไม้ติดมือไปฝากคนที่กรุงเทพฯด้วย เพราะที่สุพรรณนี้เขามีของฝากที่อร่อย สวยไม่แพ้จังหวัดอื่นเหมือนกัน เช่น ขนมสาลี่สุพรรณ ผ้าทอพื้นเมือง หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์จักสานก็มีให้เลือกมากมาย

แม้จะต้องเดินทางไกล หนทางอาจจะยากลำบากสักหน่อย แต่สำหรับคนที่ช่างค้นหา ที่นี่ มีเรื่องราวมากมาย ท้าทายให้บันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Call Center โทร. 1672 (08.00-20.00 น.)

2007/Feb/15

ปีนี้......เป็นปีที่ฉันไม่มีความสุขสักนิดกับวันวาเลนไทร์

แต่ฉันมีความสุขกับทุก ๆ วันที่ ฉันได้คุยกับ แม่ พ่อ พี่ แล้วทุก ๆ คน

แม้จะไม่ได้เจอหน้ากันก็ตาม เพียงเพราะ ภาระหน้าที่ ที่ต้องเรียนหนังสือ

จึงทำให้ต้องห่างไกลบ้านเกิดของตน

ถ้าถามว่าเมื่อวานนี้ได้ดอกกุหลาบไหม ?

ก็ได้อยู่ แม้เป็นเพียงดอกเดียวก็ตาม แต่ฉันก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับมันสักเท่าไร

เสียดายวันแห่งความรักของฉันในวันอื่น ๆ

ถ้าการทุ่มเทให้คนคนหนึ่ง เพียงเพราะซื้อของขวัญให้

เพียงเพราะดอกกุหลาบสีแดงในวันเดียว

เพียงเพราะทานข้าวด้วยกัน

เพียงเพราะดูหนังด้วยกัน

เพียงเพราะเป็นเพื่อนคุยยามเหงา

ก็เชื่อได้ว่าคุณจะไม่รู้จักความรักที่แท้จริง

ความรัก คือ การ ดูแล การเอาใจใส่

ไม่ใช่การ ให้ ให้ และให้

ถ้าให้ โดย คิดที่จะให้ หรือให้เพราะต้องให้

เพราะคนอื่นเขาทำ เพราะเป็นธรรมเนียม

ถ้ารับ เพราะอยากบอกว่าเราก็ได้

เพราะอยากบอกว่าเราก็มีคนให้

เท่ากับว่าคุณทั้งสอง ไมได้รักกันด้วยหัวใจ

บางครั้งคำพูดไม่สามารถอธิบายได้

บางครั้งความรักไม่ปริปากบอก

บางครั้ง.....หลายเหตุผลมาโดยที่คุณไม่ได้ตั้งตัว

วันนี้คุณถามตัวเองหรือยังว่า

เมื่อวาน คุณได้ใช้ ใจ กับคนที่คุณรักจริง ๆ หรือปล่าว

แล้วความรักของคุณอยู่เพียงใต้ดอกกุหลาบสีแดงที่เขาให้ หรือไม่

แล้วถ้าคุตอบของคุณคือ ไม่ แล้วคุณรักเขาเพราะอะไร

รัก เพราะ รัก

หรือ รัก เพราะต้องการให้เขา รัก ตอบ